July 23, 2017

ระยะเวลาการยื่นวีซ่า CR 1

ระยะเวลาการยื่นวีซ่า CR 1

การยื่นวีซ่า CR 1 มีจุดประสงค์เพื่อขอเป็นพลเมืองมีสิทธิอยู่อาศัยถาวรในประเทศสหรัฐอเมริกาแบบมีเงื่อนไข คือ มีระยะเวลาการแต่งงานกันไม่ถึง 2 ปี โดยขั้นแรกเริ่มต้นจาก พลเมืองที่มีสัญชาติอเมริกันมีสิทธิที่จะยื่น เพื่อให้คู่สมรสของตนได้ย้ายถิ่นอาศัยไปเป็นพลเมืองอเมริกันด้วยกัน  โดยยื่นแบบฟอร์มคำร้องขอที่ชื่อว่า I-130 ไปยัง USCIS ( United States of Citizenship and Immigration Service) ซึ่งเป็นสำนักงานพิจารณาการเข้ามาเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง USCIS จะส่งใบรับเพื่อเป็นการแจ้งว่าได้รับคำร้องขอแล้ว ซึ่งเรียกว่า NOA 1 (Notice of Action 1) และหากไม่มีการแก้ไขขอหลักฐานเพิ่มเติม และผ่านการพิจารณาแล้ว USCIS จะส่ง NOA 2 (Notice of Action 2 ) ไปยังผู้ยื่นขอวีซ่า โดยการพิจารณาในขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 4เดือน หลังจากนั้น USCIS จะส่งคำขอไปยัง NVC ( National Visa Center) หรือ ศูนย์อำนวยการวีซ่าแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจดูคำร้องขอวีซ่า ซึ่งระยะเวลาในขั้นตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 3 เดือนครึ่ง เมื่อ NVC พิจารณาหลักฐานเอกสารต่างๆแล้วเห็นสมควร ก็จะนัดผู้ยื่นขอวีซ่า สัมภาษณ์ที่สถานฑูต โดยผู้ยื่นขอวีว่าก็ต้องเตรียมเอกสารตัวจริง รวมทั้งใบรับรองแพทย์เพื่อเข้าสัมภาษณ์ในวันนั้นด้วย ในขั้นตอนจาก NVC พิจารณาเพื่อนัดสัมภาษณ์ อาจใช้เวลาประมาณ 2 เดือน หลังจากขั้นตอนการสัมภาษณ์ ผู้ยื่นขอวีซ่าจะทราบผลทันทีว่าผ่าน และผู้สัมภาษณ์ก็จะได้รับ VISA ภายใน 1 อาทิตย์หลังสัมภาษณ์ หรือ ในกรณีสถานฑูตอเมริกาต้องการเอกสารใดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ผู้สัมภาษณ์ก็จะแจ้งแก่ผู้ยื่นขอวีซ่าหลังการสัมภาษณ์ทันทีเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ยื่นขอวีซ่าจะจัดส่งเอกสารนั้นเมื่อใด และหลังจากส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้ว ประมาณ 1 เดือน ผู้ยื่นขอวีซ่าจึงจะได้รับวีซ่า

ทั้งนี้ในทุกๆขั้นตอน ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและ หลักฐานเอกสารต่างๆ ของผู้ยื่นขอวีซ่า ดังนั้น แต่ละคนอาจใช้ระยะเวลาแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี

อำนาจปกครองบุตรตามกฎหมายไทย

ถาม: อำนาจปกครองบุตรประเภทใดบ้างที่ศาลไทยจะรับพิจารณา

ตอบ: ศาลเยาวชนและครอบครัวไทยจะตัดสินคดีที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

*การขอสิทธิอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว

*ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขอำนาจปกครอง

*ก่อตั้งอำนาจปกครองตามกฎหมาย

*คดีค่าอุปการะเลี้ยงดู

*สิทธิในการเยี่ยมบุตร

*สิทธิในอำนาจปกครองร่วมกัน

*การสิ้นสุดของอำนาจปกครอง

ถาม: กฎหมายว่าด้วยสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและกฎหมายว่าด้วยสิทธิใน อำนาจปกครองบุตร เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ตอบ: ตามกฎหมายไทย ผู้ปกครองทั้งบิดาและมารดาย่อมมีอำนาจเต็มในการปกครองบุตร ไม่ว่าบิดาและมารดาจะได้สมรสกันตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้น คือ เรื่องสิทธิความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายไทยเรียกร้องให้บิดามีสถานะความเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายด้วย เช่นเดียวกับบิดาตามความเป็นจริงที่จะต้องมีสิทธิในฐานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือที่เรียกว่าการก่อตั้งสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นนี้สำคัญต่อการพิจารณาสิทธิปกครองบุตรของบิดา เนื่องจากการเป็นบิดาตามความเป็นจริงไม่อาจรับรองได้ว่าบิดาจะมีอำนาจในการปกครองบุตรหรือไม่

ถาม: สิทธิความเป็นบิดาตามกฎหมายจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตอบ: สิทธิความเป็นบิดาจะเกิดขึ้นจากคำตัดสินของศาลในเรื่องสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในบางกรณีความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับความเป็นบิดาตามข้อเท็จจริงอาจแตกต่างกันได้ คดีลักษณะนี้อาจจะเกิดจากการที่บิดาตามความเป็นจริงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อต้องการได้สิทธิความเป็นบิดาโดยชอบ หรืออาจจะเป็นกรณีที่มารดาเป็นคนยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้บิดาตามความเป็นจริงมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเรียกร้องให้บิดารับผิดชอบในค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ถาม: จะต้องมีนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรด้วยหรือไม่

ตอบ: นับตั้งแต่เริ่มคดีที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพ ความผาสุขของเด็ก เช่นในเรื่องอำนาจปกครองนี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณาปัจจัยด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านจิตวิทยา และสุขภาพของเด็กเป็นสำคัญ

ศาลจะกำหนดให้สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เข้ามามีบทบาทในการหาข้อมูลด้านผลกระทบทางสังคมเพื่อใช้ในการพิจารณาในแต่ละคดี โดยทั่วไปจะมีการนัดทั้งผู้ปกครองละเด็กไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล

ถาม: ศาลไทยจะให้ความคุ้มครองเด็กและครอบครัวของเด็กอย่างไรบ้าง

ตอบ: คดีเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรนี้จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ปัจจัยสำคัญที่ศาลจะใช้ในการตัดสินเรื่องอำนาจปกครองบุตร คือ ความผาสุขและประโยชน์ของเด็กเอง โดยคุณสมบัติของผู้ปกครองและพัฒนาการของเด็กจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักในการพิจารณาเป็นสำคัญ

กฎหมายว่าด้วยการรับบุตรบุญธรรมของไทย

ถาม: ตามกฎหมายไทย อนุญาตให้ชาวต่างชาติรับเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมได้หรือไม่

ตอบ: ทำได้ แต่อย่างไรก็ตามตามกฎหมายก็มีขั้นตอนการตรวจสอบ ควบคุมซึ่งขั้นตอนต่างๆนี้มักกินเวลานาน และนำไปสู่การสืบสวนข้อเท็จจริงและการเตรียมเอกสารต่างๆ

ถาม: มีองค์กรของเอกชน หรือของรัฐที่จะเป็นตัวแทนในการรับบุตรบุญธรรมในประเทศไทยหรือไม่

ตอบ: ถึงแม้ว่าการรับบุตรบุญธรรมในประเทศไทยโดยผู้รับบุตรบุญธรรมมีสัญชาติไทย จะเป็นการดำเนินการไปตามขั้นตอนให้ถูกต้องเท่านั้น แต่สำหรับการที่คนต่างชาติจะรับบุตรบุญธรรมในประเทศไทยย่อมมีขั้นตอนยุ่งยากกว่ามาก

เมื่อชาวต่างชาติต้องการที่จะรับบุตรบุญธรรมในประเทศไทย ต้องมีการติดต่อกับทางศูนย์อำนวยการรับบุตรบุญธรรม กรมกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

และในประเทศไทยไม่มีองค์กรที่เป็นตัวแทนในการรับบุตรบุญธรรมให้กับพ่อ แม่บุญธรรมชาวต่างชาติที่ถูกกฎหมาย

การดำเนินการขออนุญาตรับบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติจะต้องผ่านการพิจารณาจากศูนย์อำนวยการรับบุตรบุญธรรม กรมกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่มีองค์กรเอกชนใดๆที่ดำเนินการร่วมกับกรมฯโดยตรง และก็ไม่มีองค์กรเอกชนใดที่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนในการหาเด็กมาเป็นบุตรบุญธรรมให้กับพ่อแม่ชาวต่างชาติ

ถาม: ในการจะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ตอบ: โดยทั่วไป สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) คู่สมรสที่จะรับบุตรบุญธรรมจะต้องทำการสมรสกันมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

2) คู่สมรสที่จะรับบุตรบุญธรรมจะต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปีบริบูรณ์ทั้งคู่

3) คู่สมรสที่จะรับบุตรบุญธรรมจะต้องมีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี

4) กฎหมายภายในของคู่สมรสที่จะรับบุตรบุญธรรมจะต้องอนุญาตให้ทำการรับบุตรบุญธรรมด้วย

5) คู่สมรสที่จะรับบุตรบุญธรรมที่เป็นชาวต่างชาติจะต้องได้รับการยืนยันจากตัวแทนผู้มีอำนาจในประเทศของตนก่อนที่ศูนย์อำนวยการรับบุตรบุญธรรม กรมกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเริ่มต้นพิจารณาคำขอรับบุตรบุญธรรม

ถาม: จะต้องใช้เวลาดำเนินการรับบุตรบุญธรรมนานแค่ไหน

ตอบ: ระยะเวลาในการดำเนินการอาจแตกต่างกันไปได้ โดยทั่วไประยะเวลามักจะขึ้นอยู่กับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ และระยะเวลาของกระบวนการของรัฐ

ความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายไทย

ตามกฎหมายไทยความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายอาจเริ่มขึ้นได้จาก 2 กรณี คือ 1)โดยการสมรสดดยชอบด้วยกฎหมายกฎหมายตั้งแต่ก่อนเด็กเกิด และ 2)โดยคำสั่งศาล

ในบางสถานการณ์ ความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายอาจได้มาจากกระบวนการทางปกครองก็ได้ กรณีมักจะเป็นการที่ฝ่ายชายเป็นพ่อที่แท้จริงทางพฤตินัยและมีความสัมพันธ์กับลูกมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่มีปัจจัยตามที่กฎหมายกำหนดในการขอเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้

ถาม: ทำไมความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือสิทธิความเป็นพ่อ ถึงเป็นเรื่องสำคัญ

ตอบ: ความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายจะมีความสำคัญมากเมื่อต้องพิจารณาถึงอำนาจปกครองบุตร หรือสิทธิในการดูแลบุตร พ่อมักจะตัดสินใจดำเนินการเพื่อให้ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อสิทธิในการใช้อำนาจปกครองบุตร และแม่ก็มักจะดำเนินการเพื่อให้พ่อมีความเป็นบิดาโดยชอบเพื่อจะขอค่าเลี้ยงดูบุตร

ในทางกลับกันก็จะมีบางกรณีที่ฝ่ายชายปฏิเสธความเป็นบิดาโยชอบด้วยกฎหมายเช่นกันทำให้เกิดการสู้คดีเรื่องความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายขึ้น

ถาม: มีกฎหมายไทยว่าด้วยความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ตอบ: กล่าวโดยสรุป เด็กที่เกิดจากบิดา มารดาที่สมรสกันถูกต้องตามกฎหมายเด็กที่เกิดมาก็ย่อมเป็นบุตรโดยชอบของทั้งบิดาและมารดา ส่วนเด็กที่เกิดในระหว่างที่บิดา มารดาไม่ได้สมรสถูกต้องตามกฎหมายโดยปกติจะถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาเท่านั้น

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ความเป็นมารดาโดยชอบเกิดขึ้นอัตโนมัต ต่างจากความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายจะเกิดขึ้นเมื่อมีข้อเท็จจริงครบตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเมื่อผู้ใดมีชื่อเป็นบิดาตามใบเกิด(สูติบัตร)ของเด็ก ก็ถือว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

ถาม: พ่อที่เป็นชาวต่างชาติจะสามารถมีสิทธิเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ตอบ: สำหรับเด็กที่เกิดในประเทศไทย กฎหมายที่ใช้บังคับเรื่องการได้มาซึ่งสิทธิความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นพ่อชาวต่างชาติ หรือพ่อที่มีสัญชาติไทยก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ในการที่จะมีสิทธิความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นจะต้องมีข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดกล่าวคือ จะต้องมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาและมารดาในขณะที่เด็กเกิด หรือจะต้องมีการฟ้องให้ได้มาซึ่งสิทธิความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย

ในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งไม่ได้มีสัญชาติไทย ในการพิจารณาการได้มาซึ่งสิทธิความเป็นบิดาโดยชอบจำเป็นที่จะต้องพิจารณากฎหมายขัดกันและกฎหมายต่างประเทศร่วมด้วย

ถาม: แล้วถ้าป็นกรณีการรับบุตรบุญธรรมจะเป็นอย่างไร

ตอบ: ถ้าในกรณีการรับบุตรบุญธรรมสิทธิความเป็นผู้ปกครองของพ่อ แม่บุญธรรมมีขึ้นด้วยขั้นตอนการรับบุตรบุญธรรม ในการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายไทยโดยปกติจะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สมรสที่ไม่ใช่พ่อ แม่ที่แท้จริงของเด็กที่รับเป็นบุตรบุญธรรม

ถาม: แล้วสัญชาติเป็นเงื่อนไขสำคัญในการได้สิทธิบิดาโดยชอบหรือไม่

ตอบ: พ่อ แม่ชาวต่างชาติที่สมรสตามกฎหมายไทยสามารถที่จะดำเนินการเพื่อให้ลูกที่เกิดมาได้สัญชาติของตน (ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย) ได้ ในการดำเนินการเพื่อได้สัญชาติแต่ละประเทศก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ปกติแล้วการดำเนินการต่างๆมักจะต้องติดต่อกับทางสถานทูตของประเทศนั้นๆในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการเพื่อให้เด็กที่เกิดมามีสิทธิในสัญชาติของทั้งพ่อและแม่ (ถือสองสัญชาติ)

ถาม: จะพิสูจน์ความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร หากไม่มีการสมรสตามกฎหมาย

ตอบ: การดำเนินการเพื่อให้ได้ความเป็นบิดาโดยชอบในกรณีที่ไม่ได้มีการสมรสระหว่างบิดาและมารดาของเด็กนั้น ต้องยื่นเป็นคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับบิดาที่เป็นชาวต่างชาติกระบวนการได้มาซึ่งสถานะความเป็นบิดาโดยชอบจะแตกต่างออกไปตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยที่แต่ละประเทศก็จะมีกฎหมายภายในบัญญัติเรื่องสัญชาติและสิทธิความเป็นพลเมืองไว้แตกต่างกัน ถ้าเป็นกรณีของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสามารถทำได้ที่สถานทูตประเทศตน(ตามสัญชาติ) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

Thailand Divorce Law

Q: What is the difference between an Uncontested and Contested Divorce in Thailand?111

A: If both spouses agree to the divorce, the divorce is referred to as an uncontested divorce or a consensual divorce.

If you married in Thailand and registered your marriage at a local district office in Thailand (Khet or Amphur) you may register an administrative Thailand divorce. Performing an administrative divorce at the local district office requires that you and your spouse do not have disagreements over child custody or assets. Therefore, in marriage where there are children or assets involved, a written agreement is normally advised. At the district office, couples must fill out Thailand divorce forms detailing the terms of divorce and other matters for their Attorney. The divorce must be certified by two witnesses. A translator is also required if either or both parties do not understand Thai language. All forms and documents are completed in Thai language.

If the spouses cannot agree to the terms of the divorce, the divorce is referred to as a contested divorce. Contested divorces are handled in the Thai Courts. In order to proceed with a divorce in this instance one party, known as the plaintiff, will need to assert grounds for divorce if the contested divorce cannot be settled by agreement prior to the court’s taking evidence, then the plaintiff must appear in court to testify to establish the grounds for divorce.

Q: In the case of a contested divorce, what are grounds for divorce in Thailand?

A:* A 3 year period of separation

*One spouse has deserted the other for over one year

* The husband has taken another woman as his wife

* The wife has committed adultery

*One spouse is guilty of misconduct (criminal or otherwise)

*One spouse has been imprisoned for more than one year

*One spouse has physically or mentally harmed the other

* Lack of marital support

*One spouse has had incurable insanity for at least 3 years

*One spouse has broken the bond of good behavior

*One spouse has an incurable communicable disease

*One spouse has a physical disability so as to be unable to cohabitate as husband and wife.

Foreign Nationals and Thailand Divorce Law

In general, foreign nationals may obtain divorce in Thailand so long as they can establish minimum residency requirements in Thailand. If the couple married in Thailand, the Thai court, absent other considerations, will normally accept jurisdiction of the divorce case in Thailand. However, cases need to be examined on an individual basis.

If the divorcing couple did not marry in Thailand, and in most circumstances, they do not qualify for an administrative uncontested divorce at the District Office (Khet or Amphoe). However, provided they meet other requirements, a divorce may be applied for through the Thai courts, and grounds for divorce must be stated in the complaint (see the grounds above). However, cases need to be examined on an individual basis.

Thailand Marriage Law

Q: What are the Steps for Foreigners to Marry in Thailand?

A: Foreigners who wish to marry in Thailand must complete the following steps:

1) Foreigners (non-Thai nationals) must obtain an affidavit of freedom to marry which states their names and personal details such as citizenship, divorce or marital status and legal ability to marry pursuant to their national law. This is obtained from the Embassy or the foreign national’s country. Different embassies have different procedures for providing this affidavit of freedom to marry – make certain to check with the embassy for your home country in Bangkok to receive particulars.

2) This affidavit will have to be translated into Thai and legalized pursuant to Thai law.

3) When all the documents are in place, the administrative marriage can then be performed at the Thai district offices known as ‘Amphur’ or ‘Khet’.

Q: How long does an administrative marriage in Thailand take?

A: Once the affidavits are obtained from the embassy, having those documents translated and legalized, and having the marriage performed at a local Amphur, the process can be completed but normally requires 3-4 working days. Different or stricter requirements for certain nations’ embassies may make the process take a longer time.

Q: Is it legal to marry in Thailand as a Foreigner?

A: Yes. In Thailand, it is legal for foreigners to marry either Thai citizens or other foreign nationals provided that requirements are met. A marriage in Thailand is a legal marriage under Thai law and is normally recognized throughout the world.

Is it possible to celebrate a religious or formal wedding ceremony in Thailand?

Formal or religious ceremonies can also be held in Thailand. However, they are not recognized by the Thai government as legal marriages.

Q: Can Foreigners Handle the Paperwork Themselves?

A: Foreign nationals may choose to handle paperwork themselves, or may hire a legal office or attorney to assist. Many persons choose to hire a law firm to assist to make the process easier and faster. If a prenuptial agreement is involved, the agreement should be prepared by a qualified attorney. The attorney responsible for the prenuptial agreement should also register the marriage, as there are special procedures involved.

Q: Is a Thai marriage recognized internationally?

A: Yes. A Thai marriage is accepted by the vast majority of civilized nations in the world under the principle of reciprocity. However, foreigners may choose to either register their Thai marriage with their home country of have their Thai marriage documents certified by their Embassy in Thailand to provide additional evidence of the marriage.

กฎหมายว่าด้วยการอุปการะเลี้ยงดูบุตรของประเทศไทย

ถาม: ปกติแล้วคดีเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตรมักเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้างในประเทศไทย

ตอบ: คดีการแย่งสิทธิในการดูแลบุตรมักจะเกิดขึ้นได้ทั้งในกรณีที่บิดาและมารดาทำการสมรสกันถูกต้อง มีการหย่าขาดจากกันและสมรสใหม่ หรือในกรณีไม่ได้ทำการสมรสตามกฎหมาย โดยทั่วไปมักจะเป็นกรณีของมารดาเด็กฟ้องร้องผู้ที่เป็นบิดาที่แท้จริงของเด็กเพื่อขอให้มีการอุปการะเลี้ยงดู อย่างไรก็ตามก็อาจจะเป็นกรณีที่บิดาที่มีอำนาจปกครองบุตรฟ้องร้องให้มารดาเด็กร่วมอุปการะเลี้ยงดู

ถาม: ในประเทศไทย การทำข้อตกลงหรือสัญญาเกี่ยวกับ การอุปการะเลี้ยงดูบุตร จำเป็นต้องทำขึ้นในศาลหรือไม่

ตอบ: ถ้าเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีหย่าแล้วหากบิดาและมารดา สามารถตกลงเรื่องหน้าที่ในการอุปการะบุตรกันได้ ข้อตกลงดังกล่าวสามารถกำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าได้ และถ้าเป็นกรณีที่บิดา มารดาเด็กตกลงเรื่องสัญญาหย่ากันได้ ข้อตกลงเรื่องหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นสามารถบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหย่า

แต่ถ้าเป็นกรณีที่บิดา มารดาเด็กไม่ได้สมรสกันตามกฎหมายแล้วการตกลงประนีประนอมกันในเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูก็ยังสามารถทำได้ด้วย อย่างไรก็ตามการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมักทำได้ยากในกรณีที่ไม่ได้มีคำสั่งศาลให้ต้องปฏิบัติ โดยทั่วไปหากบิดา มารดาฝ่ายใดผิดสัญญาไม่ทำหน้าที่ต้องอุปการะตามที่ตกลงก็มักจะมีการฟ้องขอให้ศาลบังคับตามข้อตกลงเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูต่อไป

ถาม: จะเป็นอย่างไรถ้าหากบิดา มารดา ไม่สาม่ารถตกลงเรื่องหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูบุตรกันได้

ตอบ: หากบิดา มารดาไม่สามารถที่จะตกลงกันเรื่องหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แล้ว สามารถจะฟ้องเป็นคดีต่อศาลให้กำหนดเรื่องหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ถ้าเป็นกรณีที่บิดาไม่มีสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย จะต้องให้ศาลพิจารณาประเด็นความเป็นบิดาโดยชอบก่อน จึงจะพิจารณาเรื่องหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูต่อไป คดีที่เกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูเด็กในประเทศไทยจะขึ้นตรงกับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น ศาลจะพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบการกำหนดหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรด้วย

ถาม: ศาลจะพิจารณาจำนวนรวมของค่าเลี้ยงดูที่จะต้องใช้ได้อย่างไร

ตอบ: ถ้าศาลตัดสินให้บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดู ศาลจะคำนึงถึงรายรับของผู้มีหน้าที่ ค่าใช้จ่ายของเด็ก และปัจจัยอื่นๆรวมกันเพื่อให้ได้ยอดรวมของค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เด็กและบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายจะได้รับ

เรื่องอำนาจปกครองบุตรตามกฎหมายไทย

ถาม: อำนาจปกครองเด็กประเภทใดบ้างที่ศาลไทยจะรับพิจารณา

ตอบ: ศาลเยาวชนและครอบครัวไทยจะตัดสินคดีที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

*การขอสิทธิอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว

*ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขอำนาจปกครอง

*ก่อตั้งอำนาจปกครองตามกฎหมาย

*คดีค่าอุปการะเลี้ยงดู

*สิทธิในการเยี่ยมบุตร

*สิทธิในอำนาจปกครองร่วมกัน

*การสิ้นสุดของอำนาจปกครอง

ถาม: กฎหมายว่าด้วยสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและกฎหมายว่าด้วยสิทธิในอำนาจปกครองบุตรเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ตอบ: ตามกฎหมายไทย ผู้ปกครองทั้งบิดาและมารดาย่อมมีอำนาจเต็มในการปกครองบุตร ไม่ว่าบิดาและมารดาจะได้สมรสกันตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้น คือ เรื่องสิทธิความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายไทยเรียกร้องให้บิดามีสถานะความเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายด้วย เช่นเดียวกับบิดาตามความเป็นจริงที่จะต้องมีสิทธิในฐานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือที่เรียกว่าการก่อตั้งสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นนี้สำคัญต่อการพิจารณาสิทธิปกครองบุตรของบิดา เนื่องจากการเป็นบิดาตามความเป็นจริงไม่อาจรับรองได้ว่าบิดาจะมีอำนาจในการปกครองบุตรหรือไม่

ถาม: สิทธิความเป็นบิดาตามกฎหมายจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตอบ: สิทธิความเป็นบิดาจะเกิดขึ้นจากคำตัดสินของศาลในเรื่องสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในบางกรณีความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับความเป็นบิดาตามข้อเท็จจริงอาจแตกต่างกันได้ คดีลักษณะนี้อาจจะเกิดจากการที่บิดาตามความเป็นจริงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อต้องการได้สิทธิความเป็นบิดาโดยชอบ หรืออาจจะเป็นกรณีที่มารดาเป็นคนยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้บิดาตามความเป็นจริงมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเรียกร้องให้บิดารับผิดชอบในค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ถาม: จะต้องมีนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรด้วยหรือไม่

ตอบ: นับตั้งแต่เริ่มคดีที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพ ความผาสุขของเด็ก เช่นในเรื่องอำนาจปกครองนี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณาปัจจัยด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านจิตวิทยา และสุขภาพของเด็กเป็นสำคัญ

ศาลจะกำหนดให้สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เข้ามามีบทบาทในการหาข้อมูลด้านผลกระทบทางสังคมเพื่อใช้ในการพิจารณาในแต่ละคดี โดยทั่วไปจะมีการนัดทั้งผู้ปกครองละเด็กไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล

ถาม: ศาลไทยจะให้ความคุ้มครองเด็กและครอบครัวของเด็กอย่างไรบ้าง

ตอบ: คดีเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรนี้จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ปัจจัยสำคัญที่ศาลจะใช้ในการตัดสินเรื่องอำนาจปกครองบุตร คือ ความผาสุขและประโยชน์ของเด็กเอง โดยคุณสมบัติของผู้ปกครองและพัฒนาการของเด็กจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักในการพิจารณาเป็นสำคัญ

การหย่า ฟ้องหย่า จดทะเบียนหย่าในประเทศไทย (Divorce)

การพิจารณาโดยทั่วไปสำหรับ การหย่าในประเทศไทย

ในขณะที่การจัดการเรื่องการสมรสในประเทศไทยนั้นเป็น กระบวนการที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ การขอหย่าก็อาจจะมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกเล็กน้อย มีปัจจัยหลายประการที่จะเข้ามามีบทบาทเมื่อมีการประเมินว่าจะ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหย่าโดยชอบด้วยกฏหมายในประเทศไทย โดยปกติแล้วอาจกล่าวได้ว่า ถ้าปัจจุบันท่านหรือคู่สมรสของท่านอาศัยอยู่ในประเทศไทย ท่านสามารถยื่นฟ้องหย่าในประเทศไทยได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายขอหย่าร่วมกัน การดำเนินการหย่าก็ค่อนข้างเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สมัครใจ หรือไม่สามารถเข้าร่วมในการดำเนินคดีหย่าได้ กระบวนการทางกฏหมายก็อาจเกิดความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งโดยปกติแล้วจะมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือบริการทางกฏหมายของ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฏหมายเพื่อแนะนำท่าน ในการดำเนินขั้นตอนซึ่งมีความซับซ้อนนี้ เรามีความรู้และความเข้าใจในตัวแปรหลายๆประการที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งเกิดขึ้นในการดำเนินคดีหย่าที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และทนายความด้านการหย่าของเราจะให้บริการในลักษณะ ที่เป็นการเฉพาะบุคคล เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่เป็น การเฉพาะของแต่ละท่าน

จะดำเนินการหย่าในประเทศไทยได้อย่างไร ถ้าทั้งคู่สมรสและตัวข้าพเจ้าเองยินยอมที่จะหย่า

ถ้าก่อนหน้านี้ท่านได้จดทะเบียนสมรสไว้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ (เขตหรืออำเภอ) ท่านอาจจะดำเนินการ จดทะเบียนหย่า ได้ ในประเทศไทย การดำเนินการหย่าที่สำนักงานเขตในพื้นที่นั้นกำหนดไว้ว่าท่านและคู่สมรสของท่านจะต้องไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการปกครองบุตรหรือทรัพย์สิน ( “การหย่าที่ไม่มีการโต้แย้ง”) ถ้ามีสินทรัพย์ที่จะต้องแบ่งกันหรือในเรื่องที่เกี่ยวกับการปกครองบุตร ขอ แนะนำให้มีนักกฏหมายไปร่วมในการดำเนินการหย่าในลักษณะนี้ด้วย โดยปกติแล้วการเขียนสัญญาการหย่าไว้ล่วงหน้าจะเป็นการดี เมื่อจดทะเบียนหย่า เจ้าพนักงานจะถามคำถามท่านเกี่ยวกับแผนการในอนาคตของท่าน สถานการณ์ด้านการเงินและบุตร (ถ้ามี) และจะให้ท่านกรอกแบบฟอร์มที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขในการหย่าและเรื่องอื่น ๆ โดยในการหย่านั้นจะต้องมีพยานรับรองจำนวนสองคน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ามีการโต้แย้งการหย่า คู่กรณีจะต้องดำเนินการผ่านระบบศาล โดยในการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอหย่านั้น โจทก์หรือจำเลย (หรือทั้งสองคน) จะต้อง เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

จะเป็นอย่างไรถ้าคู่สมรสของข้าพเจ้าไม่ยอมหย่า

ถ้าภรรยาหรือสามีไม่ยินยอมหย่า ท่านจะต้องยื่นมูลฟ้องต่อศาล ในการดำเนินการหย่าในกรณีนี้ ตามระเบียบการดำเนินการหย่าแล้ว ท่านจะต้องอ้างมูลเหตุในการหย่าและท่านจะต้องมาแสดงตัวต่อศาลด้วยตนเอง โดยทั่วไปแล้วมูลเหตุในการหย่า หรือเหตุที่จะฟ้องหย่าในประเทศไทยมีดังนี้ :

*การแยกกันอยู่ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

*คู่สมรสฝ่ายไดฝ่ายหนึ่ง จงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป

*สามียกย่องหญิงอื่นเสมือนภรรยา

*สามีเป็นชู้หรือภรรยามีชู้

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำความผิด ประพฤติชั่วไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้ายร่างการหรือจิตใจอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหาย

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ

*คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้

*สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดไป

จะเป็นอย่างไรถ้าคู่สมรสของข้าพเจ้าหรือข้าพเจ้าอยู่ในต่างประเทศ

ถ้าไม่มีการโต้แย้งการหย่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาที่ที่ทำการอำเภอเพื่อจดทะเบียนหย่าถ้าท่านสมรสและคู่สมรสของท่านไม่เห็นชอบกับการหย่าในประเทศไทย ท่านจะต้องขอคำตัดสินจากศาล ถ้าท่านอยู่ในต่างประเทศ ทนายความสามารถยื่นฟ้องหย่าแทนท่านได้ อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องมาด้วยตนเองเมื่อศาลพิจารณาการฟ้องหย่า ถ้าคู่สมรสของท่านไม่มาแสดงตัวหรือไม่กลับมายังประเทศไทยเพื่อโต้แย้งการหย่า ท่านยังสามารถดำเนินการได้ โดยที่มีเงื่อนไขว่าคู่สมรสของท่านต้องได้รับแจ้งถึงการดำเนินการหย่าอย่างเพียงพอเหมาะสมแล้ว จะต้องยื่นขอหมายจากศาลไทย ถ้าคู่สมรสของท่านไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และอาจอนุญาตให้ดำเนินการอย่างอื่น (อย่างเช่น โดยการลงประกาศ) ในบางสภาพการณ์ ถ้าคู่สมรสของท่านไม่ตอบหมายศาลจะมีการดำเนินคดีหย่าโดยถือเป็นการผิดนัด

จะมีการแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินค้างชำระกันอย่างไรในกรณีที่มีการหย่า

ประเทศไทยมี อำนาจตัดสินคดี ที่เกี่ยวข้องกับ “ สินสมรส ” เมื่อคู่สมรสจะหย่ากันในประเทศไทย ทรัพย์สินส่วนบุคคล (สินส่วนตัว) ซึ่งได้แก่สินทรัพย์และทรัพย์สินที่ถือครองมาก่อนการสมรส โดยปกติแล้วจะยังคงเป็นทรัพย์สินของผู้เป็นเจ้าของ สินทรัพย์และทรัพย์สินที่ถือครองในระหว่างการสมรสนั้นโดยทั่วไปแล้วจะถือเป็นสินสมรสโดยที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ กฎซึ่งเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินนั้นมีความซับซ้อนและศาลไทยจะเป็นผู้แบ่งทรัพย์สินตามกฏหมายตามข้อเท็จจริงแต่ละประการในคดีหนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรส ไม่ว่าที่เกี่ยวกับครอบครัว การรักษาพยาบาลหรือการศึกษานั้นโดยทั่วไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย

ถ้าข้าพเจ้ามีสัญญาก่อนการสมรสแล้วจะเป็นอย่างไร

ในประเทศไทยนั้นอนุญาตให้มีการทำสัญญาก่อนการสมรสได้โดยที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดวิธีปฏิบัติในกฏหมายไทย สัญญาก่อนการสมรสที่จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องนั้นโดยปกติแล้วจะถือเป็นสัญญาที่มีผลใช้ได้ตามกฏหมายในเขตอำนาจศาล ในการที่จะให้สัญญาก่อนการสมรสมี ผลตามกฏหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับ การสมรสที่จดทะเบียนในประเทศไทยนั้นจะต้องให้ทั้ง สองฝ่ายลงชื่อในสัญญา ตลอดจนมีพยานสองคนด้วย และจะต้องยื่นต่อสำนักงานเขตในพื้นที่ไว้เป็นการล่วงหน้า